แม่แฉโรงเรียนบีบให้เด็กลาออก เพราะทำผิดชู้สาวหลัง นักเรียนเข้าพิธีหมั้นสาว 16


 

 

 

 

 

 

 

 

แม่นักเรียนแฉโดนโรงเรียนบีบให้ลาออก หลังมีภาพพิธี นักเรียนหมั้น ของลูกชายตามโซเชียล เผยเด็กทั้ง 2 คนรักกัน หากจับแยกกลัวจะมีปัญหาตามมา เลยจัดพิธีให้ถูกต้อง ยันไม่ได้ท้อง หาที่เรียนใหม่แล้วเริ่มเรียนวันที่ 12 พ.ย.นี้

จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพพิธีหมั้น ของนักเรียนโรงเรียนธัญรัตน์ที่อยู่เเถวร้านจำหน่ายสายรัดพลาสติก สายรัดกล่องราคาปลีก-ส่ง ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยระบุว่าโดนทางผู้อำนวยการโรงเรียนไล่ออกให้ไปเรียนกศน. ก่อนที่ผอ.จะเข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.บุญยิ่ง บัณฑิตไทย รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ธัญบุรี ให้ดำเนินคดีกับเพจเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูล ส่งผลเสียต่อชื่อเสียง ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านในจ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นบ้านของน้องนาย โดยพบกับ น.ส.แน่งน้อย บุตรพึ่ง แม่ของน้องนาย เปิดเผยว่า น้องนายและน้องโม รักชอบกัน จึงพูดคุยกันว่า ให้ทำพิธีให้ถูกต้อง ซึ่งตนก็ไม่อยากจับเด็ก 2 คนนี้แยกจากกัน กลัวว่าจะมีปัญหาในอนาคตตามมา

ตนจึงได้จัดงานหมั้นให้วันที่ 19 ต.ค.61 และพูดคุยกันว่า เรียนจบเมื่อไร จะจัดงานแต่งงานให้ และงานหมั้นเป็นงานที่จัดเฉพาะภายในครอบครัว ตนไม่ทราบว่ารูปงานหมั้นไปถึงผู้อำนวยการโรงเรียนได้อย่างไร

น.ส.แน่งน้อย กล่าวต่อว่า ภาพเพิ่งจะหลุดไปถึงผอ.เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยเป็นภาพน้องผู้หญิงใส่ชุดไทย นั่งกราบอกของเด็กผู้ชาย หลังจากนั้นครูที่ปรึกษาก็เชิญผู้ปกครองของฝ่ายชาย เข้าไปพูดคุย ติงว่าเด็กทำตัวไม่เหมาะสม

ตอนแรกตนได้ยินก็ตกใจ หลังจากนั้นเขาก็นำรูปภาพมาให้ เมื่อตนเห็นก็ถามกลับไปว่า เหตุใดจึงไม่เหมาะสม ในเมื่อเด็กรักกัน ตนเกรงว่าหากจับแยก อาจจะปัญหามากกว่านี้ หรือบานปลาย กว่านี้หรือไม่

ถ้าหากเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นใครจะรับผิดชอบ ซึ่งคุณครูชี้แจงกลับมาว่า เรื่องดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองจะดูแลเด็ก และไม่ได้ฟังอะไร เพียงแต่บอกว่ากฎของโรงเรียน ถ้าทำผิดในเรื่องของชู้สาว จะไล่ออก ขณะนั้น ตนก็ตั้งคำถามต่อว่าไป เรื่องชู้สาวนั้น จำกัดความไหมว่ามีในโรงเรียนหรือข้างนอก

ส่วนภาพที่ออกมา ตนก็คิดว่าไม่ได้กอดจูบกัน ซึ่งตนก็อยากให้ลูกได้ออกจากโรงเรียนแบบดีๆ ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ใบจบของโรงเรียน และทำให้ไม่สามารถไปสมัครเรียนที่ใหม่ได้ จึงต้องจำใจเซ็นใบลาออกเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา

ตนคิดว่าอยากจะไปร้องเรียนผอ. เรื่องการไล่ลูกของตนออกจากโรงเรียน แต่ไม่อยากให้เป็นเรื่อง จึงไม่ทำ พร้อมบอกกับลูกชายว่า ที่โรงเรียนที่ใหม่ ถึงแม้จะไม่ใช่โรงเรียนดัง แต่ก็ขอให้ลูกขอให้อดทนเรียนให้จบ ทั้งนี้ ตนเห็นข่าวจากในเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งคาดว่ามีรุ่นพี่นำเรื่องราวไปแชร์ต่อ ตนก็รู้สึกตกใจ และคิดว่าทำไมถึงมีเรื่องราวแบบนี้ออกมา

ส่วนในวันที่ตนเข้าไปพบ ผอ. ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แต่รองผอ. นำภาพถ่ายมาโยนใส่ และพูดว่า “เด็ก 2 คนนี้ ทำอนาจาร” พร้อมกับทำสีหน้ารังเกียจ ตนถามกลับไปว่า “กระทรวงศึกษาธิการออกกฎใหม่มาแล้วใช่หรือไม่ ว่าท้องก็สามารถเรียนต่อไปให้จบปีได้” แต่ได้คำตอบว่า “ไม่ได้ ในเมื่อภาพมันฟ้องว่ามีผัวมีเมียแล้ว”

ซึ่งตนยืนยันว่า เด็กยังไม่ได้ตั้งท้อง ส่วนกับครอบครัวของตนไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสียเกี่ยวกับโรงเรียนเลย ไม่ได้หมั้นกันในชุดของเด็กนักเรียน ซึ่งเด็กทั้ง 2 คน จะเริ่มเรียนที่ใหม่ ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ย. นี้

ด้าน นางณิคชาภัทร คุ้มสิน แม่ของเด็กหญิงโม เปิดเผยว่า ตนเดินทางไปต่างจังหวัด ลูกสาวอ้างกับตนว่าจะไปหาน้าสาว 3 วัน เมื่อตนกลับมาบ้านไม่พบ แต่ลูกสาวไปอยู่กับน้องนาย ตนจึงได้พูดคุยกันกับครอบครัวฝ่ายชาย ให้มีการหมั้นเกิดขึ้น ซึ่งลูกสาวของตนเรียนโรงเรียนเดียวกับน้องนาย ตั้งแต่ ม.1-ม.4 เป็นเด็กเรียนดี ไม่ได้เหลวไหล ได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่าตลอด ไม่เคยพบหนังสือส่งมาที่บ้านว่าเกเร หรือโดดเรียน

ทั้งนี้ ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ทางโรงเรียนเรียกให้ไปคุย เพราะช่วงนั้นทำงานอยู่ต่างจังหวัด แต่แม่ฝ่ายชายโทรมาบอกกับตนว่า โรงเรียนให้เด็ก 2 คน ลาออกแทนการไล่ออก พอได้ยิน ก็โทรศัพท์ไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษา ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป แต่ได้รับคำตอบว่า “แม่เดินทางมาโรงเรียน ก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะน้องทำผิดเรื่องชู้สาว เป็นกฎของโรงเรียน ที่ต้องเชิญน้องออก”

โดยตนไม่ได้คิดว่าจะให้ลูกสาวแต่งงานเมื่อไร มีแต่คิดว่าลูกจะเรียนจบเมื่อไร เพราะเด็กก็คือเด็ก ยังไม่มีความพร้อม แต่ถ้าไปแยกเขา ก็กลัวจะมีปัญหามากกว่า และพากันไม่เรียนหนังสือ ตนยืนยันว่า ผอ. พูดว่า “พ่อแม่ทำไมไม่ดูแล คุณมาลาออกไปนะ ไม่ได้ไล่ออกนะ ให้มาลาออก”

และให้ตนไปพูดกับโรงเรียนใหม่แบบนี้ ซึ่งโรงเรียนใหม่ที่จะส่งน้องไปเรียนเป็นโรงเรียนเอกชน และรับน้องเข้าเรียน ซึ่งตนจะไปจ่ายค่าเทอม และให้ลูกเข้าเรียนวันจันทร์นี้ ที่โรงเรียนเดียวกับฝ่ายชาย

นายนฤนาท ผ่องศรีนวล ผู้อำนวยการโรงเรียนธัญรัตน์ เปิดเผยว่า ตนเพิ่งทราบเรื่องเมื่อเช้านี้ ว่ามีเพจโพสต์ข้อความว่าเด็กถูกโรงเรียนไล่ออก ตนก็รู้สึกงง เพราะขั้นตอนในการดำเนินงานในเรื่องนี้ยังอยู่ที่ฝ่ายปกครอง เพื่อหาทางช่วยเหลือเด็กนักเรียน ว่าถ้าเรียนต่อที่โรงเรียนนี้จะมีความสุขหรือไม่ ซึ่งอยู่ในช่วงหาทางออก แต่เรื่องต่างๆ ยังไม่มาถึงตน

ส่วนใบคำร้องที่ผู้ปกครองของเด็กทั้ง 2 คน ยื่นไว้ว่าขอย้ายสถานที่เรียนไปโรงเรียนอื่น ตนเองก็เพิ่งได้รับและยังไม่ได้เซ็นอนุมัติแต่อย่างใด

ตนเองไม่เคยเจอเด็กทั้ง 2 คน ไม่เคยเจอผู้ปกครอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดคุยเรื่องของการไล่ออก ซึ่งโรงเรียนส่งเสริมเพื่อให้เด็กเรียนจบและเป็นคนดีของสังคม ถ้าเด็กเกิดพลาดพลั้งอะไรที่ช่วยเหลือกันได้ ก็ต้องช่วยอยู่แล้ว ส่วนการไล่ออกไม่มีอยู่แล้ว ตนยืนยันได้ ตนรักเด็กทุกคนเหมือนลูก

หลังจากนี้คงไม่มีการเรียกผู้ปกครองของเด็กทั้ง 2 มาคุย เพราะขั้นตอนมาถึงขั้นเซ็นใบคำร้องขอลาออกแล้ว แต่ถ้าเกิดผู้ปกครองเปลี่ยนใจที่จะไม่ไปโรงเรียนใหม่ ก็สามารถเข้ามาหาตนได้ ลองมาพูดคุยดู แต่ถ้าไม่มา ตนก็จะเซ็นอนุมัติให้

ส่วนที่โรงเรียนธัญรัตน์ ในต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยครูชลธาร รวมธรรม ครูฝ่ายปกครอง เปิดเผยกับว่า โรงเรียนไม่มีนโยบายไล่เด็กนักเรียนออก หากไม่มีพฤติกรรมถึงขั้นเสพยาเสพติด ทะเลาะวิวาท และเรื่องชู้สาวแบบชัดเจน

แต่เด็ก 2 คนนี้ มีพฤติกรรมเข้าข่ายไม่เหมาะสม เช่น จับมือกันเดินในโรงเรียน และอยู่กันสองต่อสอง ซึ่งวัยนี้ควรจะอยู่กับเพื่อน ในฐานะครูฝ่ายปกครอง กลัวเด็กในโรงเรียนมองไม่ดี และมีพฤติกรรมเลียนแบบ

รูปงานหมั้นของเด็กทั้ง 2 คนหลุดมา เพราะเด็กคนอื่นในโรงเรียนนำมาโพสต์ และหลุดไปในสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก จึงเรียกผู้ปกครองของเด็กมาพบเพื่อปรึกษา และอธิบายให้ผู้ปกครองของเด็กผู้ชายฟัง และอธิบายลักษณะของเด็ก เมื่ออยู่ในโรงเรียนมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง จะให้เด็กเปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนไหม เปลี่ยนเส้นทางไปเรียน กศน. หรือไปหาโรงเรียนที่จะอยู่ด้วยกันมั้ย

ซึ่งผู้ปกครองเข้าใจในเรื่องนี้ที่ตนอธิบาย และบอกว่ารอให้ ผอ. ชี้ขาดว่าเป็นอย่างไรต่อไป และผู้ปกครองก็บอกกับตนว่าไม่รอแล้ว ฟังครูแล้วเข้าใจ และมีการเขียนใบคำร้องขอลาออกขึ้น โดยในวันนั้น ครอบครัวฝ่ายชายเซ็นก่อน เพราะแม่ของน้องผู้หญิงอยู่ต่างจังหวัด และตามมาเซ็นทีหลัง

ครูชลธาร ยืนยันว่า โรงเรียนไม่เคยมีการไล่ออกในเรื่องของชู้สาว แต่กรณีนี้เป็นการที่ผู้ปกครองเด็กมาตักเตือน และครอบครัวเด็กลาออกเอง ทั้งนี้ ในเรื่องของการดูแลเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินว่าเด็กจะต้องหมั้น เพราะเด็กในวัยนี้ยังคิดเองไม่ได้ และถือว่าพลาดพลั้งไปแล้ว