เตรียมพาญาติ ‘น้องหญิง’ แจ้งผิดพยาบาล-รพ. ปมกกน. แฉหลักฐานเด็ดปมพลิกคดี


 

 

 

 

 

 

 

 

ปคม. เรียกสอบ เจน-รุ้ง 2 พยานสำคัญ ที่เคยออกมาระบุว่า เคยถูก “อ๊อฟ” ล่อลวงไปล่วงละเมิดทางเพศเช่นเดียวกับกรณี “น้องหญิง” เพื่อสรุปเข้าข่ายความผิดค้ามนุษย์หรือไม่ เผย ลงพื้นที่หาข้อมูล สอบพยานครบหมดแล้ว ด้าน ‘อัจฉริยะ’ เตรียมพาญาติแจ้งเอาผิดพยาบาลและโรงพยาบาล ปม กกน. เผยมีหลักฐานเด็ด

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผบก.ปคม. เปิดเผยถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนเรียกสอบปากคำ น.ส.เจน และน.ส.รุ้ง พยานปากสำคัญที่อ้างว่า เคยถูกนายสุรพล ดาราคำ หรืออ๊อฟ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาฆ่า น.ส.นรีกานต์ ยาวิราช หรือน้องหญิง อายุ 19 ปี ลูกสาวเจ้าของกิจการร้านจำหน่ายสายรัดพลาสติก สายรัดกล่องเเละอุปกรณ์เเพ็คกิ้งปลีก-ส่งเเห่งหนึ่ง ถูกล่อลวงไปล่วงละเมิดทางเพศ ลักษณะคล้ายคดีของน้องหญิง ว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและภาคประชาสังคม ซึ่งทุกคนจับตาดูอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางพล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายจากพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้มาดูแล มองว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เพราะฉะนั้นจะเป็นหน้าที่ของบก.ปคม.ที่จะเข้ามาคลี่คลายดูว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือไม่ ประกอบกับวันนี้ได้มีการนัดหมายให้ผู้เสียหายเข้าให้ปากคำ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากให้ผู้เสียหายหนักใจ ตามข้อเท็จจริงแล้วผู้เสียหายอยากจะให้ข้อมูลแบบเป็นส่วนตัว เพราะค่อนข้างจะเป็นข่าวมากมายพอสมควร

พล.ต.ต.กรไชย กล่าวต่อว่า สำหรับวันนี้ได้เตรียมพนักงานสอบสวนหญิง รองรับคดีค้ามนุษย์และคดีทุกคดีทางเพศ ก็น่าจะได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตามต้องรอให้การสอบสวนเสร็จสิ้นก่อน ส่วนประเด็นทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องในคดีการเสียชีวิตของน้องหญิง ตนเชื่อว่าเราเป็นตำรวจเราก็มีข้อมูล และมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจภูธรภาค 1 ตำรวจสอบสวนกลาง รวมถึงกองพิสูจน์หลักฐาน

พล.ต.ต.กรไชย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะต้องนำข้อมูลทุกอย่างทุกมิติ เช่น พฤติกรรมของผู้ต้องหาเกี่ยวข้องหรือไม่ แล้วการกระทำ ณ วันเวลานั้น เชื่อได้หรือไม่ว่าได้เกิดเหตุเกิดขึ้นจริง การเกิดเหตุเกิดขึ้นจริงนั้นน่าจะมีลักษณะหรือพฤติกรรมที่คล้ายกับที่น้องหญิงเสียชีวิตหรือไม่ เพราะฉะนั้นการพิสูจน์ทราบเพื่อให้สิ้นข้อสงสัย ว่าสรุปแล้วเป็นการฆาตกรรม หรือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด หน่วงเหนี่ยว หรือธุระจัดหา หรือเป็นการค้ามนุษย์ จะต้องเป็นมิติที่จะต้องตอบได้ เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต หรือผู้เสียหายสิ้นข้อสงสัยต่างๆ มีความสบายใจและมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

พล.ต.ต.กรไชยกล่าวต่อว่า สำหรับการเข้าข่ายคดีค้ามนุษย์ ที่มีอายุมากขึ้นหรือมากกว่าอายุ 18 ปี ที่จะเข้าได้จะต้องมีพฤติกรรมใดๆ ทั้งการบังคับขู่เข็ญ หลอกลวงใดๆ การได้มาซึ่งผลประโยชน์นั้นๆ ที่ต้องเข้าข่าย 1 ใน 8 ข้อของการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามคดีนี้จะเข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือไม่นั้น ต้องรอทางพนักงานสอบสวนพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ที่ทางบก.ปคม.ได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลมาประกอบกับการสอบสวนว่าเข้าข่ายหรือไม่

“ก่อนหน้านี้ทาง ปคม.ได้ลงพื้นที่ไปหาพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานแวดล้อมทั้งหมดแล้ว คาดว่าหากสอบสวนพยาน 2 คนนี้ คือน.ส.รุ้งและน.ส.เจนแล้วเสร็จ จะมีความชัดเจน เบื้องต้นเตรียมสอบถามทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะวันเวลาที่เกิดเหตุ ว่ามีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ของน้องหญิงหรือไม่ เพื่อคลายข้อสงสัยและตอบคำถามสังคมได้ ซึ่งการเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อนำข้อมูลไปประกอบกับพยานหลักฐานและพยานวัตถุ พิจารณาว่าเป็นการเข้าข่ายมูลฐานความผิดค้ามนุษย์หรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสอบปากคำบุคคลใดเพิ่มเติมแล้ว” พล.ต.ต.กรไชยกล่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน เฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โพสต์ข้อความระบุว่า “ชมรมและครอบครัวน้องหญิงประชุมปรึกษากันแล้วพรุ่งนี้(7 ส.ค.) บ่าย 2 โมงจะเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม กอง 2 ดำเนินคดีกับพยาบาลโรงพยาบาลการุญเวชและโรงพยาบาล ในความผิดทำลายหลักฐานวัตถุพยานกางเกงใน โดยมีเจตนาในการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นผิด จึงแจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน”

นอกจากนี้ยังโพสต์อีกว่า “คดีน้องหญิงขอให้ทีมงานชุดใหม่ทำหน้าที่ ด้วยความซื่อตรงให้สมกับเป็นที่พึ่งของประชาชน กอบกู้ชื่อเสียงขององค์กรกลับคืนมา ขณะนี้ชมรมมีหลักฐานเด็ดอยู่ในมือเปิดเมื่อไรพังยับ พรุ่งนี้ติดตามการเปิดโปงแผนการร้าย จากคดีฆาตกรรมเป็นอุบัติเหตุ รับรองสะเทือน สภ.บางปะอิน พรุ่งนี้มาพบกัน ที่เด็ดที่นี้ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม”