นักแสดงสาว “เมย์ พิชญ์นาฏ สาขากร”เจ้าของโรงงานจำหน่าย ถุงเก็บผ้านวม / กระเป๋าเก็บผ้านวม เปิดใจในรายการ WOODY INTERVIEW เผยตัวจริงไม่ร้ายเหมือนละคร หน้าเหวี่ยงจนคนคิดว่าหยิ่งเข้าถึงยาก การเป็นดารายุคก่อนใช้ชีวิตยากกว่าปัจจุบัน พร้อมเล่าจุดเริ่มต้นความรักจากเพื่อนสู่แฟนและชีวิตหลังแต่งงาน สามีอยากได้ลูกแฝดชายหญิง

คนอาจจะมองว่าลุคของเมย์ดูเป็นเหมือนคนที่เข้าถึงยาก ?

เมย์ พิชญ์นาฏ : เมย์ก็รู้สึกตัวก่อนที่จะมาเข้าวงการแหล่ะ คือโอเคเวลาเมย์เล่นหนังเป็นนางเอกตลอด เพราะหนังมันไม่ค่อยมีตัวร้าย แต่พอมาเล่นละครแต่พอมาเล่นละครด้วยความที่ตอนแรกเราไม่ได้เซ็นสัญญากับค่ายไหน แน่นอนว่านางเอกเขาก็จะเอาเด็กช่อง อย่างเราเป็นตัวที่มีกระแสเขาอยากให้เรามาเล่นเรื่องนี้ มันก็จะมีอยู่ 2 บทคือตัวร้ายกับนางรอง ฉะนั้นเราค่อนข้างเข้าใจว่าตาเราชี้ขนาดนี้ ปากเราเจ่อ หน้าเรามันพร้อมที่จะวีนตลอดเวลา มันขึ้นกว่าที่จะมาเป็นเพื่อนนางเอก มันก็เลยมักจะได้รับบทเป็นตัวร้าย ซึ่งตัวเราชอบด้วย เพราะเราก็เคยเล่นเป็นบทคนดีๆ ก็รู้สึกมันอึดอัดไม่สนุก ร้ายมันสนุกมากเลย แล้วก็แต่งตัวสวยอยู่ตลอดเวลา เราก็เลยมักจะได้บทคุณหนูขี้วีน

ประกอบกับเพื่อนสนิทเราแต่ละคนก็คือดีว่าตัวแม่ทุกคน พอมาอยู่รวมกันคนก็จะมองว่าคนนี้ดูแพงนะ แต่ว่าเขาดูหยิ่งหรือเปล่า เขาดูวีนหรือเปล่า ผู้จัดการเมย์ทุกคนก่อนที่จะมาเป็นเพื่อนสนิทเมย์ เขาก็จะบอกว่าพอฉันมาเจอเธอไม่เหมือนกับภาพลักษณ์ที่ฉันคิดไว้ แต่ก็ดีใจที่ด้วยยุคสมัยมันเปลี่ยนเดิมทีย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราแทบจะไม่มีโอกาสบอกคนข้างนอกเลยว่าเราเป็นคนยังไง ก็ไปตามบทบาทละครเพราะไม่มีโซเชียลมีเดีย มีแต่สื่อที่เขาจะเขียนให้เราเป็นยังไง มาทุกวันนี้เราอยู่บ้านเบื่อๆ เราก็เปิดไลฟ์คุยกับชาวบ้านเขาทุกคนก็แบบทำไมพี่เมย์ถึงเป็นกันเอง ทำไมพูดเพราะ ทำไมเข้าถึงง่าย

จุดเริ่มต้นจาก Friend Zone มาเป็นแฟน ?

เมย์ พิชญ์นาฏ : เมย์ไปเรียนคอร์สๆหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้อะไรนะตอนนั้นเขามีแฟนอยู่เราก็มีแฟนอยู่ เราเป็นเพื่อนกันเฉยๆ แต่เป็นเพื่อนที่ถูกจริตกันแค่รู้สึกว่าไลฟ์สไตล์เราคล้ายๆกัน คนนี้ชวนไปไหนไปง่ายดีก็เลยชอบชวน แล้วเขาก็ไม่ได้คิดอะไรกับเรา แต่เขาบอกเรานะว่าตอนแรกเห็นเป็นดาราเขาไม่อยากสนิทด้วยกลัวเดี๋ยวคนคิดว่ามาจีบ เดี๋ยวคนคิดว่าอยากดัง ผ่านไป 3 ปีก็สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาก็โสดเราก็โสด

ทุกคนก็บอกว่าทำไมไม่คบกันล่ะเหมาะกันนะดูสนิทกันมาก เราก็แบบบ้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันไม่เอา มันก็เลยเป็นแฮชแท็กว่า #ก็ว่าจะไม่รัก สุดท้ายพอฝืนไปจุดๆ หนึ่งมองหน้าแล้วเขินกันเอง มีวันหนึ่งเขาเลยถามว่าเราแอบชอบกันหรือเปล่า เราก็ตอบไปว่าบ้าเป็นไปไม่ได้ หลังจากนั้นมันไม่เหมือนเดิมอีกเลย มันดีนะการเป็นเพื่อนกันมาก่อน ทุกวันนี้เราก็เหมือนเพื่อนกันไม่ต้องปรับตัวใดๆ ความสัมพันธ์ก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานยังคงเหมือนเดิม แค่ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปนิดหนึ่งว่าตอนนี้เราเป็นภรรยาแล้ว มีหน้าที่ๆ จะให้กำลังใจสามีหลังจากที่เขาทำงานมาเหน็ดเหนื่อย เราต้องเป็นเซฟโซนของเขา